ประโยชน์ของสมาธิกับชีวิตประจำวัน

 

สามารถจำแนกได้ดังนี้ คือ

1 สมาธิกับผู้ครองเรือนมีดังนี้

1.1 ประโยชน์ของสมาธิที่มีต่อผู้ครองเรือน

1.2 ประโยชน์ของสมาธิกับชีวิตครอบครัว

2 ประโยชน์ของสมาธิและสุขภาพมีดังนี้

2.1 มนุษย์กับโรคภัยไข้เจ็บ

2.2 การฝึกสมาธิกับการรักษาสุขภาพ

แนวคิด

1. สมาธิ เป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของทุกๆ ชีวิต หรือทุกๆคน โดยเฉพาะผู้ครองเรือนนั้น สมาธิจำเป็นอย่างมากต่อชีวิตครอบครัว ชีวิตของทุกคนในสังคมและสามารถทำให้โลกสงบสุขได้ เกิดขึ้นได้จริง

2. บุคคลที่สามารถนำเอาสมาธิไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างจริงจังนั้น  ย่อมจะต้องได้รับผลดีจากการปฏิบัติอย่างแน่นอน

วัตถุประสงค์

1. เพื่อให้เห็นประโยชน์ของสมาธิต่อการดำรงชีวิตประจำวัน

2. เพื่อให้เห็นตัวอย่างบุคคลที่นำเอาสมาธิมาใช้ในชีวิตประจำวัน

3. เพื่อให้มีฉันทะในการทำสมาธิเพิ่มมากขึ้น

4. เพื่อให้ทราบถึงประโยชน์ของสมาธิที่เกี่ยวกับสุขภาพและการรักษาโรค

5. เพื่อให้เห็นตัวอย่างบุคคลที่นำเอาสมาธิไปใช้ในการรักษาโรค

6. เพื่อให้ทราบประโยชน์ของสมาธิต่อสุขภาพจิต

1. สมาธิกับผู้ครองเรือน

สมาธิ  หมายถึงอาการและพฤติกรรมของความมีสติ มีความสงบภายใน องค์ประกอบของความสบาย สามารถฝึกฝนและปฏิบัติได้ทุกคน ทุกที่ ทุกเวลา

สมาธิ เป็นตัวเปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติสามารถน้อมธรรมะได้ในระดับต่างๆ เข้ามาประพฤติปฏิบัติได้เป็นลำดับๆ ไป โดยเริ่มต้นตั้งแต่การวางอารมณ์ให้สงบ สบายคล้ายเราคือจุดศูนย์กลางของสรรพสิ่งรอบตัว

ฝึกวางใจ วางความรู้สึกลงไป ณ จุดศูนย์กลางกายของตนอย่างสบายๆ ด้วยการหายใจเข้าออก ลึกๆ สองสามครั้ง เพื่อสัมผัสจุดวกกลับของลมหายใจ ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์กลางกายของตน อันเป็นจุดรวมของสติสัมปชัญญะทั้งมวลของใจและเป็นที่ตั้งของใจ หมั่นนึก หมั่นตรึก หมั่นทำความรู้สึกถึงจุดศูนย์กลางกายบ่อยๆ จนกลายเป็นเคยชิน

สมาธิ เป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับการดำเนินและดำรงชีวิตของมนุษย์ โดยเฉพาะเพศที่ยังอยู่ในวิสัยของการครองเรือน เพราะสมาธิจะเป็นสิ่งที่เข้าไปเพิ่มสมรรถนะของใจ ประคับประคองใจ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วยในเรื่องความงดงามทางจิตใจ ให้กับดวงใจหรือจิตสำนึกภายในของแต่ละบุคคล

 

 

1.1 ประโยชน์ของสมาธิที่มีต่อผู้ครองเรือน

1.1.1 เป็นอิสรภาพภายในที่แท้จริง คือสามารถละความรู้สึกจากความสับสนความวุ่นวายจากภายนอกเข้าสู่ภายในได้ในทุกสภาพแวดล้อมอย่างง่ายๆ ดูเบาสบาย ไม่เครียด การทำเช่นนี้ทำให้เราสามารถ “ พัก ” หรือ “ ผ่อนคลายจิตใจ” ได้เป็นไปอย่างสงบ เยือกเย็น  แม้ไม่ได้หลับตา ก็ทำให้สามารถทำงานได้ดีมากกว่า ทนได้มากกว่า และเครียดน้อยกว่า

1.1.2 ทำให้สามารถแยกแยะ และมองเห็นความแตกต่างระหว่างหน้าที่ กับความรู้สึกยึดติดด้วยกันได้เป็นอย่างดีในเรื่อง “ ของเขา” และ  “ ของเรา”

1.1.3 ทำให้มีจิตใจที่เยือกเย็นกว่า สามารถเผชิญกับสถานการณ์ที่บีบคั้นได้ดีกว่า และมากกว่ามากกว่า สามารถปรับอารมณ์ให้อยู่ในสภาพปกติได้นานกว่า หรือคืนสู่ความเป็นปกติได้เร็วกว่า

1.1.4 ทำให้สามารถเตือนตนได้ดี โดยเฉพาะในเรื่องของความน้อยเนื้อต่ำใจ ลดระดับความอิจฉาริษยา และความเคียดแค้นพยาบาทลงได้เรื่อยๆ หากการปฏิบัติสมาธิ ยังคงกระทำอย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้จะพัฒนาดีขึ้นเป็นลำดับถึงขั้นสามารถปรับจากความก้าวร้าว สู่ความนุ่มนวล และอ่อนโยนได้

1.1.5 ทำให้สามารถรับฟังความคิดเห็นติชมของคนอื่นได้เสมอ และสามารถนำส่วนที่ดี และส่วนที่เหมาะสมมาปรับใช้ เป็นคนที่สามารถยอมรับผิดไดและพร้อมที่จะแก้ไขได้เสมอ

1.1.6 ทำให้มีความฉับไว และเฉียบแหลม เฉียบคมในเรื่องของการงาน การตัดสินใจ มุมมองริเริ่มสร้างสรรค์มีการพัฒนาการที่ดีขึ้นกว่าเดิมเรื่อยไป

1.1.7 ทำให้มีความเข้าใจในเรื่องของวัฏสงสาร และวงจรชีวิตที่สอดคล้องกับการกระทำในอดีต ปัจจุบัน จนถึงอนาคต จึงทำให้เป็นคนไม่ประมาท มีความเข้าใจในเรื่องความเป็นไป จิตใจจึงตั้งมั่นในคุณธรรม ศีลธรรม และคุณงามความดี

1.1.8 เมื่อรู้จักหน้าที่จึงเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบ ไม่เกี่ยงงอน ไม่เกี่ยงงาน ไม่ก้าวก่าย ไม่ก้าวร้าว และไม่เบื่อหน่ายในการกระทำความดี

1.1.9 มักจะมีสุขภาพที่แข็งแรงกว่าคนในวัยเดียวกัน ในสภาพแวดล้อมเหมือนๆ กัน ทั้งนี้เพราะไม่เครียดและเข้าใจในเรื่องของการฟูมฟักใจได้มากกว่า

1.1.10 สมาธิที่กระทำอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่องสามารถส่งผลให้อารมณ์ดี มีความสดชื่น สดใสกระชุ่มกระชวย แก่ช้า น่าเข้าใกล้ และเป็นที่รักของคนรอบข้าง หรือบุคคลทั่วไป

สมาธิ จำเป็นมากสำหรับชีวิตครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นบุตร ธิดา พ่อบ้านหรือแม่บ้าน ทั้งนี้ก็เพราะต่างเป็นคนที่ได้ใกล้ชิด ซึ่งกันและกันเกือบตลอดเวลา จึงต่างเป็นผู้ส่งทอดอารมณ์ และเป็นผู้รองรับอารมณ์ซึ่งกันและกันในทุกรูปแบบอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาพักผ่อน เวลาที่อยู่ใกล้ชิดกัน หรือในเวลาที่ต่างคนต่างต้องการความรัก ความเข้าใจ และความสบาย ภายใต้หลังคาเดียวกัน และเวลาเดียวกัน

1.2 ประโยชน์ของสมาธิ กับชีวิตครอบครัว

1.2.1 ลดช่องว่างระหว่างวัย และความก้าวร้าวภายใน-ภายนอกครอบครัว

1.2.2 มีความเข้าใจต่อบุคคลรอบข้างได้มากขึ้นเรื่อย ๆ

1.2.3 มีความอดทน และสามารถรอคอยเวลาที่เหมาะสมได้ดีกว่า  นานกว่า

1.2.4 สามารถส่งทอดอารมณ์ และรองรับความรัก ความเมตตา ความเข้าใจได้ดี

1.2.5 เกิดบรรยากาศที่ดีขึ้นภายในครอบครัว

ปัญหาส่วนใหญ่ของสังคมเกิดจากครอบครัวเป็นหลัก หากครอบครัวอบอุ่น เป็นตัวอย่างที่ดีของครอบครัวเมตตาธรรม คุณธรรมและศีลธรรม ปัญหาของสังคมก็จะลดลงตามอัตราส่วน จึงกล่าวได้ว่า

สมาธิ มีประโยชน์ต่อโลก และชาวโลกเป็นอย่างมาก ตราบใดที่คนส่วนใหญ่ของโลกและสังคมคือผู้ครองเรือน เมื่อสมาธิสามารถจรรโลงใจ ชักนำ และชี้ชวนให้ผู้ครองเรือนเหล่านี้อยู่ในเส้นทางแห่งเมตตาธรรมและคุณธรรมได้

สมาธิ จึงได้ชื่อว่าเป็นสิ่งเดียวเท่านั้นที่สามารถทำให้โลกสงบได้ สมาธิจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อผู้ครองเรือน ผู้ปรารถนาความสงบรุ่งเรืองในชีวิต ไม่อาจมองข้ามแต่กลับต้องให้ความสำคัญในการที่จะฝึกฝนปฏิบัติเพราะ  “สมาธิคือพื้นฐานของความรุ่งเรืองทั้งมวล”

2. ประโยชน์ของสมาธิและสุขภาพ

2.1 มนุษย์กับโรคภัยไข้เจ็บ

เหนือความสำเร็จใดๆ ของมนุษย์ สิ่งที่เป็นความปรารถนาอันสำคัญของแต่ละบุคคล คือการเป็นผู้มีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรงดี แต่ปัจจุบันสังคมมนุษย์นั้น มีการเปลี่ยนแปลง เงื่อนไขของการมีชีวิตที่ดีในสังคมก็ย่อมมีการเปลี่ยนไป เช่น มีการแข่งขัน และเกิดภาวะตึงเครียดที่ส่งผลต่อสุขภาพร่างกาย และจิตใจของมนุษย์ แม้อายุขัย โดยเฉลี่ยของมนุษย์จะยืนยาวขึ้น แต่โรคภัยไข้เจ็บที่มีอาการสลับซับซ้อน และยากแก่การรักษาก็เกิดขึ้นตามมาอีกด้วย เช่น โรคมะเร็ง โรคเอดส์ หรืออาการทางจิตประสาทที่เกิดจากความตึงเครียดในชีวิตทำให้การแพทย์สมัยใหม่ เริ่มมีการค้นคว้าและเสาะแสวงหาวิธีการรักษาต่างๆ ที่จะมาบำบัดและช่วยให้ชีวิตมนุษย์ในโลกปัจจุบันดำเนินไปได้อย่างเป็นปกติสุข แต่การค้นคว้าดังกล่าวล้วนมุ่งดำเนินไปในทางวัตถุ ส่วนในทางจิตใจนั้นเราจะพบว่าในพระพุทธศาสนามีหลักธรรม และข้อปฏิบัติต่างๆ ที่สามารถเป็นแนวทางที่จะนำมาซึ่งความสงบสุขทางจิตใจ และส่งผลต่อความมีสุขภาพดีทางร่างกายด้วย โดยเฉพาะเรื่องของการฝึกสมาธิที่ผู้คนทั้งหลายสามารถประพฤติปฏิบัติได้ และสามารถสัมผัสผลดีได้ด้วยตนเอง

ทั้งนี้ มนุษย์ไม่ว่าจะมีเชื้อชาติศาสนาหรือเผ่าพันธุ์ใดก็ตาม ในทางพระพุทธศาสนานั้นถือว่าเป็นขันธ์ 5 หรือกองแห่งรูปธรรมและนามธรรมที่มาประชุมรวมกันเป็นหน่วยรวม ส่วนประกอบทั้ง 5 อย่างนั้นในพระสุตตันตปิฎกได้กล่าวไว้ ได้แก่

1. รูป คือส่วนที่เป็นรูป ร่างกาย พฤติกรรม ตลอดจนส่วนประกอบอันเป็นวัตถุภายนอกและคุณสมบัติต่างๆ

2. เวทนา คือส่วนประกอบที่มีความรู้สึก หรือที่เป็นการเสวยอารมณ์ ความรู้สึก สุข ทุกข์ เฉยๆ ซึ่งเกิดจากการรับหรือสัมผัสมาจากทวารทั้ง 5 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และอารมณ์ทางใจ

3. สัญญา คือความกำหนดได้หมายรู้ในอารมณ์ หรือจำได้หมายรู้ในลักษณะเครื่องหมายต่างๆ เช่น รูปร่าง สีสัน กลิ่น รส สัมผัส และธรรมารมณ์

4. สังขาร คือส่วนประกอบ หรือสภาพปรุงแต่งจิตให้ดีหรือชั่ว หรือเป็นกลางๆ

5. วิญญาณ คือส่วนที่เป็นความรู้แจ้งอารมณ์ทางทวารทั้ง 5 เช่น การได้ยิน ได้เห็น และได้อารมณ์ทางใจ เป็นต้น

กล่าวโดยสรุปจากข้างต้นก็คือ ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วย 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ส่วนที่เป็นรูปหรือร่างกาย  และส่วนที่เป็นนามหรือจิตใจ (ซึ่งได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ) ดังนั้น การที่จะมีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ก็คือมีรูปและนามดำเนินไปปกตินั่นเอง และการจะเป็นผู้มีสุขภาพดีนั้นจะต้องดีทั้งร่างกายและจิตใจ อย่างไรก็ตามโรคภัยไข้เจ็บย่อมเกิดขึ้นกับตัวมนุษย์ เพราะเป็นสิ่งที่ยากจะหลีกเลี่ยงได้พ้น ย่อมสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งทางกายและจิตใจ ดังพระราชวรมุนี(ประยูร ธมฺมจิตโต) ได้กล่าวไว้ว่า

พระพุทธเจ้าตรัสว่า

“ คนเรามีโรคด้วยกันทั้งนั้น โรคมี 2 แบบคือ โรคทางกาย กับโรคทางจิตวิญญาณ พระองค์ตรัสว่า เป็นไปได้ที่คนเราจะไม่ป่วยเป็นโรคทางกาย 7 วันบ้าง 7 สัปดาห์บ้าง 7 เดือนบ้าง 7 ปีบ้าง แต่เป็นไปไม่ได้ที่คนเราจะไม่ป่วยเป็นโรคทางจิตใจ หรือจิตวิญญาณที่เรียกว่าเจตสิก โรคแม้ชั่วขณะหนึ่ง ยกเว้นพระอรหันต์ ผู้สิ้นกิเลส”

จากคำกล่าวข้างต้นแสดงว่า “ใจ” สามารถเกิดโรคได้ง่ายกว่ากาย แต่ในตัวมนุษย์นั้น พระพุทธองค์ตรัสว่า ใจมีความสำคัญและเป็นสิ่งควบคุมกาย เพราะการกระทำ ด้วยกายหรือวาจา ย่อมมีใจเป็นกลไกที่จะสั่งการให้ปรากฏออกมา ดังเช่นในคาถาธรรมบทที่ว่า

“ ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐที่สุด สำเร็จแล้ว แต่ใจถ้าบุคคลมีใจอันโทษประทุษร้ายแล้ว กล่าวอยู่ก็ตาม ทำอยู่ก็ตาม ทุกข์ย่อมไปตามบุคคลนั้น เพราะทุจริต 3 อย่างนั้น เหมือนล้อหมุนไปตามรอยเท้าโคผู้ลากเกวียนไปอยู่ ฉะนั้น

ดังนั้น เมื่อจิตใจได้รับการอบรม และฝึกฝนให้มีความสงบและมีสมาธิอันตั้งมั่น ย่อมจะนำไปสู่ความเป็นผู้มีปัญญา มีความสมบูรณ์ทางจิตใจ และส่งผลดีแก่ร่างกายด้วย ดังนั้นการจะมีชีวิตอย่างมีความสุขได้ ไม่เพียงแต่ร่างกายจะมีสุขภาพพลานามัยแข็งแรงเท่านั้นจิตใจจะต้องมีความสะอาด บริสุทธิ์ผ่องใสอีกด้วย โดยเฉพาะจากคาถาธรรมบทข้างต้น ได้ให้ความสำคัญว่าเป็นสิ่งที่มีความประเสริฐที่สุด ซึ่งถ้าจิตใจมีความตั้งมั่น แข็งแกร่ง ร่างกายก็จะเข้มแข็งตามไปด้วย ถึงแม้จะมีสุขภาพร่างกายเป็นปกติหากจิตใจไม่เข้มแข็งแล้ว ก็ย่อมทำให้บุคคลผู้นั้นมีความอ่อนแอ และนำไปสู่ความเป็นผู้มีโรคภัยไข้เจ็บได้ง่าย การที่สุขภาพจะดีและดำเนินเป็นปกติได้ จะต้องมีความสมดุลอย่างเป็นปกติของร่างกายและจิตใจ

ทั้งนี้ในทัศนะของแพทย์แผนปัจจุบันต่างยอมรับว่าจิตใจเป็นสิ่งควบคุมการกระทำของร่างกาย สาเหตุสำคัญของอาการเจ็บป่วยทางร่างกาย ย่อมมีผลเนื่องมาจากจิตใจ และย่อมแก้ไขด้วยกระบวนการทางจิตใจ ดังเช่นที่นายแพทย์เฉก ธนะสิริ ได้กล่าวไว้ว่า

“ ปรากฏการณ์ที่แสดงว่าจิตคุมกายนั้นจะเห็นได้ชัดแจ้งว่า หากเมื่อใดจิตของเราแปรปรวนรวนเร แล้วละก็ มันจะพาลให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกายของเราเกิดระส่ำระสายทันที เช่น เกิดความวิตกกังวลอันจะนำไปสู่โรคหัวใจและหลอดเลือดได้ง่าย หรือเกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ หรือความดันโลหิตสูง อันจะนำไปสู่เส้นเลือดในสมองแตกหรืออุดตัน นอนไม่หลับ โรคประสาท อาหารไม่ย่อย ท้องผูก อ่อนแรง รวมไปถึงความรู้สึกทางเพศเสื่อมทันที เป็นต้น”

เนื่องจากว่าใจนั้น มีหน้าที่รับรู้สิ่งที่มากระทบตามทวารต่างๆ เช่น ตา หู จมูก ลิ้น และสัมผัสทางกาย ใจยังทำหน้าที่จำสิ่งที่เป็นสัญญาขันธ์ดังกล่าว และยังทำหน้าที่นึกคิดและตัดสิน ตลอดจนสั่งการไปยังอวัยวะต่างๆ เช่น สมอง แล้วผ่านไปยังอวัยวะต่างๆ และระบบประสาทให้ดำเนินการตามที่ใจต้องการ ดังนั้น ใจจึงเปรียบเสมือนโปรแกรมหรือซอร์ฟแวร์ของคอมพิวเตอร์ ที่มีสมองคือ CPU เป็นหน่วยความจำกลาง และคอมพิวเตอร์จะดำเนินการได้จะต้องมีซอร์ฟแวร์ดังกล่าวคอยควบคุม ดังนั้นพฤติกรรมของมนุษย์ ทั้งในเชิงบวกและในเชิงลบ ย่อมเกิดจากการกระตุ้นและสั่งการจากใจ นั่นคือ สุขภาพทางใจย่อมส่งผลต่อสุขภาพทางกาย ดังผลจากการศึกษาทางการแพทย์สมัยใหม่ ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นระหว่างกายกับใจที่มีผลต่อสุขภาพว่า

“ เมื่อมีความเครียดเกิดขึ้นในใจระบบแรกที่จะถูกกระทบแล้วส่งผลไปสู่ระบบอื่นคือ ระบบการไหลเวียนของเลือด กรดแลกติก และแร่เกลือโซเดียมในเลือดจะสูงขึ้นทันที ส่วนแร่เกลือโปแตสเซียมจะต่ำลง เคมีในเลือดที่ผันผวนนี้เองจะไปกระตุ้นต่อมและอวัยวะต่างๆ ให้เกิดความผิดปกติยิ่งไปกว่านั้นร่างกายจำเป็นต้องเผาผลาญออกซิเจนจำนวนมากขึ้น ดังนั้นการหายใจถี่ขึ้นทำให้รู้สึกเหนื่อย ใจสั่น เหงื่อออกชุ่มตัว โดยเฉพาะฝ่ามือ

จากประสบการณ์ของผู้คนทั่วไปนั้น  เมื่อจิตใจมีความเครียด ความอ่อนแอ ย่อมจะมีลักษณะดังนี้ คือใจสั่น เหนื่อยง่ายโดยเฉพาะเมื่อมีอาการตื่นเต้น ตกใจ ประหม่า จะเกิดอาการเครียดโดยเฉียบพลัน ซึ่งเป็นอาการทางใจที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพหรือร่างกาย โรคภัยไข้เจ็บก็จะตามมา ทางการแพทย์สมัยใหม่ระบุต่อไปอีกว่า

“ กล้ามเนื้อต่างๆ ทำงานมากขึ้น ทำให้เกิดอาการหมดแรง ปวดกล้ามเนื้อ ต่อมหมวกไตหลั่งสารแอดรีนาลีนสูง ทำให้กลายเป็นเบาหวานได้ง่ายขึ้น กระเพาะอาหารขับกรดออกมามากกว่าปกติ โอกาสเป็นแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้มากขึ้น ระบบทางเดินอาหารอาจจะผิดิปกติเกิดอาการท้องเสีย ท้องผูก หรือทั้งสองอย่างได้ ด้านระบบประสาท ทำให้นอนไม่หลับ ปวดหัว ใจสั่น ก็จะยิ่งทำให้อาการของระบบต่างๆ หนักขึ้น เพราะร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ โอกาสเป็นโรคมะเร็งของอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งย่อมเกิดขึ้นได้ง่ายเพราะความเครียดสะสมในใจมาเป็นแรมปี สร้างสารพิษ (Toxic) เกิดขึ้นในร่างกาย

อีกด้านหนึ่ง อาการป่วยของคนไข้ทางร่างกาย ย่อมส่งผลไปสู่ทางจิตใจได้เช่นเดียวกัน เพราะโรคร้ายแรงและคุกคามต่อชีวิต ย่อมมีผลต่อจิตใจและพฤติกรรมของผู้ป่วย ดังเช่น เมื่อผู้ป่วยรู้ตัวว่าตนเอง เป็นมะเร็งหรือเริ่มสงสัยว่าตนเองจะเป็น ผู้ป่วยก็จะมีอาการตกใจ เกิดความกังวล อาจจะพยายามบ่ายเบี่ยง ปฏิเสธ ไม่ยอมรับว่าตนเองเป็นเช่นนั้น ทั้งนี้นายแพทย์ประภาส อุครานันท์ จิตแพทย์แห่งโรงพยาบาลนิติจิตเวช ได้กล่าวถึงพฤติกรรมทางจิตใจและพฤติกรรมของผู้ป่วย เมื่อตรวจพบว่าเป็นโรคมะเร็ง โดยสรุปในเบื้องต้น ผู้ป่วยจะตกใจ และปฏิเสธอาจจะโทษแพทย์ว่าตรวจผิด อาจจะไปตรวจใหม่เพื่อยืนยันว่าตนเองไม่ได้เป็นโรคดังกล่าว ต่อมาเมื่อได้รับการยืนยันว่าเป็นโรคจริง ผู้ป่วยก็จะเริ่มมีอาการทางจิตใจ คือ กังวล สับสน และโกรธ (Anxiet and anger) ซึ่งอาจจะแสดงอาการออกมาด้วยความก้าวร้าวทั้งทางกิริยาและคำพูด และเมื่อผ่านระยะนี้ไป ผู้ป่วยก็จะเริ่มสงบจิตใจลงบ้าง แต่จะรู้สึกต่อรองในใจว่า อาจจะไม่เป็นโรคดังกล่าว หากมีการตรวจที่ละเอียดกว่านี้ แต่กระนั้นจะเริ่มมีอาการซึมเศร้า รู้สึกหมดหวัง และเริ่มจะยอมรับความจริง ว่าตนเองอาจจะเป็นโรคนั้นจริงๆ ระยะนี้ผู้ป่วยจะกินไม่ได้ นอนไม่หลับ มีอาการเหม่อลอย นายแพทย์ประภาส กล่าวว่าเป็นระยะสำคัญ ที่จะต้องให้ความสนใจผู้ป่วยโดยเฉพาะทางจิตใจให้มากขึ้น เพราะระยะนี้อาจจะนำไปสู่ความเป็นโรคจิตได้ ตามปกติจิตแพทย์ก็จะทำจิตบำบัด จนกว่าผู้ป่วยจะถึงระยะที่ยอมรับความจริงได้มากขึ้น และเริ่มสนใจที่จะยอมให้แพทย์รักษา ซึ่งในทางการแพทย์นั้นถือว่า การรักษาทางใจมีความสำคัญมาก ทั้งนี้นายแพทย์ประภาสได้สรุปว่า  การที่จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายใจและยอมรับการรักษาโรคอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ควรจะทำสมาธิ อันเป็นการรักษาที่จิตใจและสามารถส่งผลต่อการรักษาทางร่างกาย ที่ได้ผล ได้ดีอีกด้วย

2.2 การฝึกสมาธิกับการรักษาสุขภาพ

การฝึกใจให้เป็นสมาธิ สามารถทำให้ทั้งร่างกาย และจิตใจได้รับการพัฒนา หรือได้รับการรักษาให้มีสุขภาพที่ดีไปพร้อมๆ กันได้ ซึ่งการรักษาโรคต่างๆ ในสมัยปัจจุบัน เช่นโรคมะเร็ง แม้จะอาศัยวิทยาการทางเทคโนโลยี เช่น การฉายรังสี หรือการผ่าตัดด้วยกรรมวิธีทันสมัย อันเป็นความเจริญทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ แต่สำหรับในประเทศไทยขณะนี้ กรรมวิธีการรักษาโรคดังกล่าว ที่กำลังเป็นที่สนใจกันเป็นอย่างยิ่ง ก็คือการรักษาแบบชีวจิต ดังที่มีการก่อตั้งชมรมชีวจิต โดยปฏิบัติตามวิธีรักษาของ ดร.สาทิส อินทรกำแหง ซึ่งมีการเน้นในด้านการดำเนินชีวิตที่เข้าใจธรรมชาติ ตลอดจนการบริโภคอาหารที่ถูกต้อง แต่กระนั้น ก็ได้ ให้ความสำคัญทางด้านจิตใจที่จะต้องฝึกให้เป็นสมาธิ ดังที่ ดร.สาทิสกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า

“ ที่จริงแล้วการปฏิบัติตนตามแนวทางชีวจิตไม่ได้หมายถึงการรับประทานอาหารแบบธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตให้เข้าสู่แนวทางที่ถูกต้องด้วย เช่น การฝึกสมาธิ การฝึกลดความเครียดในชีวิตประจำวัน

ทั้งนี้ ดร.สาทิส ได้ยึดหลักคำสอนในพระพุทธศาสนาที่ว่า สนิมเหล็กเกิดแต่เหล็ก แล้วก็กัดกร่อนให้เหล็กเสียไป ดังนั้นจิตใจของมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน หากได้รับการฝึกให้เป็นสมาธิ และมีต้นแหล่งคือจิตใจ ที่ผลิตแต่ความคิดในเชิงบวก ก็จะทำให้ร่างกายแข็งแรง มีสุขภาพพลานามัยที่ดีได้ แต่หากผลิตความคิด ในเชิงลบอันเปรียบเสมือนสนิมเหล็กก็ย่อมเป็นภัยแก่ตนเอง ดังได้กล่าวว่า

“ ความคิดในทางร้ายนี้เอง ที่จะเป็นตัวทำลายตนเอง โดยเฉพาะผู้เจ็บป่วย เป็นมะเร็งถ้าความคิดในทางร้ายๆ นี้ ยังหลงเหลืออยู่ มันก็จะเป็นสนิมกัดกร่อนตนเอง ให้พินาศย่อยยับเร็วขึ้น เพราะความคิดเช่นนี้เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของการเป็นมะเร็ง แนวทางของชีวจิตถือว่ามะเร็งเกิดจากสาเหตุทั้งทางใจและทางกาย ถ้าทางใจเขาเปลี่ยนไม่ได้ ทางกายก็เปลี่ยนไม่ได้ด้วย เช่นกัน

ไม่เพียงการรักษาโรคมะเร็ง ที่ยังมีทางรักษาให้หายได้ แม้โรคทางร่างกายที่ยังไม่มีทางรักษาให้หายได้ในปัจจุบัน คือ AIDS ยังมีการนำการฝึกสมาธิไปใช้กับผู้ป่วย ดังเช่น Donald k.Swearer ได้กล่าวว่า

“ ประเทศไทยได้มีการนำฝึกสมาธิมาใช้ในการดูแลรักษาคนป่วยโรคเอดส์ ซึ่งเริ่มตั้งแต่ ปี ค.ศ.1989 โดยคณะของนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์และพยาบาลได้นำเทคนิคของการฝึกสมาธิ มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ในการดูแลคนไข้โรคเอดส์ และผู้ติดยาเสพติดในโรงพยาบาล

ถึงแม้จะยังไม่มีทางรักษาคนป่วยโรค AIDS ดังกล่าวให้หายขาดได้ จากผลการใช้สมาธิช่วยเหลือนั้นทำให้เกิดผลดีต่อผู้ป่วย คือ

ผลจากแบบสอบถาม การรายงานส่วนบุคคลและการสังเกตการ ของคณะเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการพบว่าบังเกิดผลในเชิงบวกต่อเจ้าหน้าที่เป็นจำนวนมาก คือมีความไม่เห็นแก่ตัว แต่กลับมีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้ป่วยในกลุ่มผู้เข้ารับการอบรม มีคำต่อว่ามาจากผู้ป่วยน้อยลง นอกจากนี้ยังมีบุคลิกสงบเย็น มีความสุข และมีความอดทนมากขึ้น

ด้วยความสำคัญและประโยชน์ของการฝึกสมาธิที่มีผลดีต่อร่างกาย และการรักษาโรคดังกล่าว ได้มีชาวตะวันตกนำไปปฏิบัติ และเกิดมีผลดีต่อสุขภาพร่างกายอย่างเห็นผล เช่น นายแพทย์ประภาส อุครานันท์ ได้อ้างถึง Dr.Benson แห่ง Havard Medical School ผู้เขียนผลของสมาธิที่มีต่อสุขภาพร่างกายในหนังสือชื่อ The Relaxation Response ซึ่งทำให้ชาวอเมริกันมีความตื่นตัว ในการฝึกสมาธิเป็นอย่างมาก ข้อเขียนดังกล่าวมีข้อความโดยสรุปว่า สมาธิมีผลดีต่อการรักษาโรคมะเร็ง เพราะทำให้ผู้ป่วยมีอาการผ่อนคลาย มีกำลังใจที่จะต่อสู้ชีวิต และมีสติที่จะวางแผนชีวิตของตนได้ ส่วนโรคซึมเศร้า สิ้นหวัง โดดเดี่ยว หมดโอกาส เป็นโรคทางจิตเวชที่พบมากในชาวตะวันตกนั้น พบว่าคนที่ทำสมาธิทำให้จิตใจคลายจากอารมณ์เศร้ากลายเป็นแจ่มใส นอกจากนี้การทำสมาธิยังมีผลดีต่อโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง และที่น่าสนใจอย่างยิ่ง คือ การทำสมาธิ ช่วยผู้มีบุตรยากให้มีบุตรง่ายขึ้น ทั้งนี้ เพราะผู้มีบุตรยากมักจะมีอารมณ์เศร้า กังวล และมักมีอารมณ์โกรธ เมื่อทำสมาธิอย่างสม่ำเสมอจะทำให้สุขภาพแข็งแรง อารมณ์แจ่มใสทำให้มีบุตรได้ง่าย

เป็นที่น่าสังเกตว่าการทำสมาธิ เป็นวิธีที่มีผลดีต่ออารมณ์ หรือสุขภาพจิตนั้น ดวงใจ กสานติกุล (2529) ได้ทำการศึกษาวิจัย เรื่อง “ ผลของการศึกษาสมาธิต่อสุขภาพจิต”โดยวัดเปรียบเทียบอารมณ์เศร้า ในเยาวชนอายุ 15-25 ปี ณ ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม(วัดพระธรรมกาย) จังหวัดปทุมธานี มีกลุ่มตัวอย่าง 156 คน โดยให้เยาวชน ที่เข้ารับการฝึกสมาธิตอบแบบสอบถามซึ่งเป็นแบบทดสอบวัดอารมณ์เศร้าก่อนและหลังฝึก พบว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนเมื่อหลังการปฏิบัติสมาธิ มีอารมณ์เศร้าลดลง แสดงว่า การทำสมาธิทำให้จิตใจผ่อนคลายสามารถแยกแยะ เข้าใจปัญหา และบรรเทาสิ่งที่ทำให้เกิดอารมณ์เศร้าในใจนั้นได้

การฝึกสมาธิตามแนวทางพระพุทธศาสนา แม้จะสามารถทำให้เกิดผลดี แก่สุขภาพทางร่างกายแล้ว การฝึกใจให้เป็นสมาธิยังเป็นการรักษาสุขภาพทางใจโดยนำไปสู่ความหลุดพ้นจากความทุกข์ทางใจตลอดจนความคิดในเชิงลบได้ สามารถทำให้ใจบริสุทธิ์ผ่องใสก่อให้เกิดความคิดเชิงบวก คือใจเกิดความนุ่มนวลอ่อนโยน มีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ หรือมีใจเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ และสรรพสัตว์ทั้งหลายได้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติของใจที่มีคุณภาพ ดังเช่น Pinit Ratanakul & Kyaw Than ได้กล่าวไว้ในหนังสือ Health, Healing and Religion ว่า

“ สมาธิในพระพุทธศาสนานั้นไม่เพียงจะเป็นวิธีการรักษาอาการป่วยทางใจที่เกิดจากทัศนคติที่ผิดๆ การเสพสุขอย่างผิดๆ ตลอดจนความโหดร้าย หรือความโกรธหลากหลายรูปแบบเท่านั้น สมาธิยังช่วยจรรโลงสภาวะจิตให้ดีขึ้นและเป็นกุศล เช่น เกิดพรหมวิหารธรรม เป็นต้น ซึ่งจิตที่เป็นกุศลนี้คือพุทธวิธีที่จะทำให้สุขภาพจิตดีขึ้น

เนื่องจากปัจจุบันมีวิธีการฝึกสมาธิที่หลากหลายรูปแบบ แต่การจะฝึกสมาธิมีวิธีการใดเพื่อให้เกิดผลดีนั้น ปัจจัยสำคัญไม่ได้อยู่ที่วิธีการ แต่หากขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นจริงจังของผู้ปฏิบัติ เพราะทุกวิธีต่างมุ่งที่การฝึกอบรมที่จิตใจดัง Pinit Ratanakul & Kyaw Than ได้กล่าวว่า

“ ทุกหมวดของศีล และทุกๆ วิธีการทำสมาธิ ล้วนมุ่งเพื่อการควบคุมความรู้สึกนึกคิดและสัญชาตญาณ ลดความตึงเครียด และความคิดที่เป็นอกุศล อันจะเป็นบ่อเกิดของโรคทางใจได้ง่าย

เป็นที่น่าสังเกตว่าโรคทางร่างกายโดยทั่วไปนั้น สามารถรักษาได้ด้วยยา หรือกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ต่างๆ ได้ ส่วนการรักษาโรคทางใจนั้น ต้อง มุ่งที่การฝึกใจ เช่น จิตบำบัดหรือด้วยการทำสมาธิ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยจะต้องมีส่วนช่วยเหลือตนเองโดยไม่ต้องอาศัยยารักษา แสดงว่าจิตใจสามารถรักษาตนเองได้ และยังสามารถส่งผลต่อการรักษาโรคทางกายได้อีกด้วย ดังนั้นผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาหากสามารถแยกแยะได้ว่า อาการป่วยของตนเป็นอาการป่วยทางกาย มิใช่ป่วยทางใจ แล้วทำใจให้สงบสดชื่นเบิกบาน อาการป่วยทางกายนั้น ย่อมจะทุเลาและหายเร็วขึ้น แต่หากผู้ป่วยคนใด กลับมีใจหดหู่เอาแต่ซึมเศร้าเสียใจในการที่ตนเองต้องเจ็บป่วย ผู้ป่วยเช่นนี้ ย่อมจะรักษาให้หายได้ยากและต้องใช้เวลานาน ดังนั้น การทำจิตใจให้สงบ บริสุทธิ์ผ่องใสอยู่เสมอย่อมสามารถป้องกันโรคต่างๆ ได้

ประโยชน์ของสมาธิ ในด้านสุขภาพจิตและการพัฒนาบุคลิกภาพ กล่าวโดยสรุปคือสมาธิจะทำให้เป็นผู้มีจิตใจเข้มแข็ง หนักแน่น มั่นคง สงบ เยือกเย็น สุภาพ นุ่มนวล สดชื่น ผ่องใส กระฉับกระเฉง กระปรี้กระเปร่า เบิกบาน งามสง่า มีเมตตากรุณา เข้าใจในสภาวะที่เกิดขึ้นในโลกตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นลักษณะของผู้มีความสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจนั่นเอง

ดังนั้นความสุขในชีวิตจะเกิดขึ้นได้นั้น นอกจากจะเกิดจากความสำเร็จในการประกอบอาชีพ หรือหน้าที่การงานแล้ว ความเป็นผู้มีสุขภาพที่ดีทั้งทางร่างกายและจิตใจ นับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้ชีวิตแต่ละชีวิตมีความสุขสมบูรณ์อย่างแท้จริง การฝึกสมาธิในพระพุทธศาสนาจึงเป็นสิ่งที่ให้คุณค่าแก่ชีวิต โดยไม่จำเป็นต้องซื้อหาและเนื่องจากสมาธิไม่ได้จำกัดด้วยเพศ เชื้อชาติ ศาสนา และเผ่าพันธุ์ เป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยาก หากเห็นคุณค่าและให้ความสำคัญ พร้อมทั้งได้ลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง ก็ย่อมจะพบผลดีมากมายที่สามารถพบเห็น และประจักษ์ได้ด้วยตนเอง

 

 

  • 10 มี.ค. 2557